วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

จับโกหก





1.สังเกตที่ขาของเขาดีๆ ยางทีอาจมีความลับอะไรซ่อนอยู่ 
ดู ให้ดีว่า ระหว่างที่คุณกัน หากหนุ่มๆของคุณนำขาไปไขว้ไว้ด้านหลังหรือรอบๆเก้าอี้ที่นั่งอยู่ นั่นแสดงว่าหนุ่มๆของคุณกำลังตั้งใจหรือมีวัตถุประสงค์จะเก็บซ่อนอะไร บางอย่างไว้ โดยเฉพาะความจริง

2. การนิ่งเงียบ
เมื่อ ไหร่ก็ตามที่คุณถามคำถามที่แสนจะธรรมดา หรือถามอะไรตรงๆบางอย่างกับเขา เช่น เมื่อคืนคุณไปไหนมาหรือ คุณกำลังโกหกอะไรฉันอยู่ถ้าเขาเลือกที่จะเงียบหรือเลือกที่จะทวนคำถามอีกครั้งหนึ่งก่อนตอบ นั่นแสดงว่าเขากำลังมีสิ่งผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น

3. นิ้วหันแม่มือ หรือนิ้วโป้งจอมทรยศ

ถ้า เขายืนอยู่ในท่าที่เอาฝ่ามือซุกกระเป๋าแล้วหล่ะก็ ให้คุณสังเกตก่อนเลยว่า นิ้วหัวแม่มือของเขาอยู่ด้านในหรือด้านนอกกระเป๋า ถ้าอยู่ด้านใน นั่นแสดงว่าเขากำลังรู้สึกตะหนกกับอะไรบางอย่าง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วหล่ะว่าจะตีความว่าเพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น

4. เขาไม่สามารถโกหกได้หากต้องลำดับเหตุการณ์แบบย้อนหลัง
ถ้า คุณรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับคนที่เล่าเรื่องให้คุณฟังแบบมีท่าทีน่าสงสัย ให้คุณพยายามถามคำถามกดดันเขาเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นแบบไม่เรียบลำดับ เหตุการณ์ หรือสับไปสับมาจากหน้าไปหลัง  เพราะสำหรับคนที่พูดโกหกนั้นจะสามารถเล่าเรื่องตามลำดับ a b c d ได้เป็นอย่างดีไม่ติดขัด แต่ถ้าใหโกหกแบบ d c b a คงเป้นไปไม่ได้เลย

5. อาการยักไหล่
ถ้า หนุ่มๆกำลังพูดถึงบางสิ่งบางอย่างที่ดูหนักแน่น จริงจัง เช่น ผมอยู่กับเพื่อนของผมเมื่อคืนนี้พร้อมกับยักไหล่ไม่ว่าจะข้างนึงหรือสองข้าง แล้วมองไปทางอื่น กิริยาท่าทางแบบนี้เป็นการบ่งบอกว่าเขารู้สึกไม่รับรู้หรือให้คำมั่นกับสิ่ง ที่พูดไป 

6. คำว่า แต่เกิดขึ้นมากมายระหว่างการสนทนาของเรา

ลอง ดูประโยคเหล่านี้ ผมรู้ว่าคุณคงคิดว่าเป็นเรื่องแปลก แต่...หรือ คุณต้องไม่เชื่อแน่ว่าจะเกิดสิ่งนี้ แต่...ขอให้รู้ว่าคำพูดใดๆที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เป้นการโกหกคำโต

7. ลิ้นไม่สามารถอำพรางคำโกหก
ถ้า คุณถามคำถามบางข้อกับใครบางคน  แล้วทันใดนั้นเขาก็ตวัดลิ้น หรือเลียริมฝีปากก่อนตอบ นั่นแสดงว่าเขากำลังพยายามหาทางหลีกเลี่ยงการตอบคำถามนั้น

8. เขาพยายามจ้องตาคุณมากจนผิดสังเกต
บาง ครั้งคนโกหกก็มักจงใจที่จะจ้องตาคุณในระหว่างตอบคำถามเพื่อแสดงถึงความจริง ใจและความบริสุทธิ์ใจในการตอบคำถาม ดังนั้น คุณต้องพยายามพิสูจน์และหาให้ได้ว่าเขาไม่ได้โกหก

9.  การใช้มืออำพราง

ส่วน ใหญ่คนที่โกหกมักไม่ต้องการให้คุณตรวจพบความผิดปกติในตัวเขาได้ชัดเจน ดังนั้นเขาจะใช้วิธีเอามือมาปกปิดใบหน้า เช่น จับจมูก ขยี้ตา หรือจับคาง ทั้งนี้เพื่อต้องการบิดเบือนคำพูดที่ออกมา

ที่สุดในมัธยม

ม.1 : เห่อ รร.สุด ผมติ่งสุด ถูกระเบียบสุด เชื่อฟังครูสุด กลัวรุ่นพี่สุด ไม่กล้าโดดเรียน

ม.2 : กร่างสุด เรียนชิวสุด เป็นม.ที่ถูกลืมสุด ชอบหมั่นไส้เด็กม.1สุด เริ่มถเลถไล

ม.3 : ลังเลสุด ม.ต้นกูโตสุด เพื่อนเยอะสุด เซ้นซิทีฟเรื่องเพื่อนสุด กร่างที่สุดแล้ว

ม.4 : เห่อชุดม.ปลายสุด เห่อการเรียนพิเศษสุด ปรับตัวสุด เห่อสายรหัสสุด เห่อกิจกรรมสุด

ม.5 : เรียนหนักสุด หัวเลี้ยวหัวต่อสุด เรียนพิเศษเยอะสุด ดูเหมือนจะโตสุด แต่ก็เถลไถลสุด

ม.6 : เอนท์ ให้ ติด ดีที่สุด. จบ

กรุ๊ปเลือดบอกนิสัย

เรื่องเพื่อนของแต่ละกรุ๊ปเลือด

คนกรุ๊ป A มีเพื่อนสนิทน้อย แต่ก็มีแต่คนจริงใจ ไม่เสแสร้ง

คนกรุ๊ป B เพื่อนสนิทเยอะ จนบางทีเราก็แยกไม่ออกว่าคนไหนจริงใจ คนไหนเสแสร้ง

คนกรุ๊ป O มีปัญหาด้านการคบเพื่อนมากที่สุด วิธีแก้ปัญหาคือ "เลิกนิสัยหัวรั้น"

คนกรุ๊ป AB ไม่ค่อยแคร์กับเรื่องเพื่อนมากเท่าไร คบได้หมด แต่ไม่เอาคนเสแสร้งนะ เกลียดโคตร !


ความเรียบร้อยของแต่ละกรุ๊ปเลือ

- คนกรุ๊ป AB เรียบร้อยเฉพาะกริยา แต่วาจาไม่เรียบร้อย

- คนกรุ๊ป O จะทำตัวเรียบร้อยเฉพาะเวลาอยู่กับผู้ใหญ่ เวลาอื่น *ขอไม่กล่าว*

- คนกรุ๊ป B เวลาอยู่คนเดียวกลับทำตัวเรียบร้อยซะงั้น(?) แบบว่า..ไม่มีเพื่อนแล้วจะปล่อยตัวตามสบายได้ไง

- คนกรุ๊ป A เวลาอยู่คนเดียวจะทำตัวคล้ายมีเพื่อนอยู่ด้วยเยอะๆ ชิลมาก ปล่อยตัวตามสบายอย่างไม่น่าเชื่


ที่สุดของที่สุดของที่สุด

A : คิดมากที่สุด มองโลกในแง่ร้ายที่สุดอกหักมากที่สุด หวั่นไหวที่สุด ฟอร์มจัดที่สุด ขี้บ่นที่สุด

B : ปากเสียที่สุด มองโลกในแง่ดีที่สุด ชอบคิดไปเองมากที่สุด เหมือนเด็กที่สุด ชิวที่สุด น่ารักที่สุด กินเก่งที่สุด

O : เป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุด มนุษสัมพันธ์ดีที่สุด โมโหแล้วน่ากลัวที่สุด ชอบเก็บอะไรมาคิดแล้วจำฝังใจที่สุด

AB : แปลกที่สุด มีเหตุผลที่สุด ปากตรงกับใจที่สุด รักเดียวใจเดียวที่สุด เย็นชาที่สุด ติดโลก social ที่สุด


ผู้ชายแต่ละกรุ๊ป ...

A : ชอบงอน แต่ก็ช่างเอาใจ
B : ชอบอ้อน แต่หึงแล้วดุ
O : หื่น แต่น่ากอด
AB : โหด แต่อบอุ่น


ผู้หญิงแต่ละกรุ๊ป ..

A : ขี้บ่น แต่ก็ใจดี
B : ชอบเพ้อ แต่ก็น่ารัก
O : ชอบอ้อน แต่ก็หึงแรง
AB : ชอบประชด แต่อ่อนโยน



ถ้าน้อยใจ

A : "ไม่ต้องมายุ่ง!!"
B : ประชดตลอด
O : เงียบ ไม่พูด
AB : ทำเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้นแต่ข้างในเตรียมจะระเบิด


แพ้คนแบบไหน

A : แพ้คนขี้อ้อนและน่ารัก
B : แพ้คนออเซาะช่างเอาอกเอาใจ
O : แพ้คนตามใจและกวนตีน
AB : แพ้คนเย็นชา นิ่งแต่อบอุ่น

ข้อดีของการอกหัก

1. ประหยัดค่ามือถือ (แม้โทรนาทีละ 50 สตางค์ก็เถอะ)

2. ไม่ต้องรีบกลับบ้าน (เผื่อเขาโทรมาเช็คว่าอยู่หรือเปล่า)

3. ไม่ต้องห่วงใคร (ไม่มีใครให้ห่วงแล้วนี่นา)

4. ไม่ต้องคิดถึงใคร (พื้นที่ในห้องใจว่างขึ้นเยอะเชียว)

5. ไม่ต้องรายงานตัว (เลิกเป็นนักเรียนประถมเสียที)

6. ฟังเพลงเศร้าเพลงไหน เป็นโดนใจทุกเพลง (ก็แห้วอยู่แล้วนี่)

7. อาจจะผอม (กินน้ำตาแทนข้าวมาหลายมื้อ)

8. มีเวลาว่างเยอะแยะ (ดีแล้วไม่ต้องเดินตามใครต้อยๆ)

9. ไม่ต้องกลัวว่าจะพูดอะไรผิดหู (พอกันทีกับการทำตัวคิขุ)

10. ไม่ต้องลุ้นเวลาเช็คเมลว่า มีของเค้าหรือเปล่า

11. ได้เป็นตัวเองอีกครั้ง ทำอย่างที่รู้สึกพอใจจริงๆ

12. ได้เวลาเปิดตัวกิ๊กใหม่ซะที (ปิดมานาน)

ปฏิเสธคนให้เป็น

1. เคารพความรู้สึกของตัวเอง
          เชื่อแน่นอนว่าการที่คุณจะปฏิเสธอะไรสักอย่างนั้น เท่ากับว่าสิ่ง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่คุณไม่อยากยุ่งเกี่ยว หรือวุ่นวายด้วย ดังนั้นเมื่อคุณมีความรู้สึกเช่นนั้น ก็ควรที่จะเคารพความรู้สึกของตัวคุณเอง เพราะหากคุณตอบรับกับสิ่งนั้น ๆ ไปแล้ว จะส่งผลทำให้คุณหมดความสนุก ไม่มีความสุขกับมันเลย
2. คิดถึงสิ่งที่จะตามมา
          ให้คุณคิดอย่างรอบคอบ คิดอย่างละเอียดถึงสิ่งที่คุณทำ ให้ลองคิดดูว่าหากคุณลองตอบตกลงไปแล้วนั้น สิ่งที่คุณจะต้องประสบพบเจอนั้นมีอะไรบ้าง ขณะเดียวกันหากคุณปฏิเสธ จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นหรือเปล่า ลองคิดและเปรียบเทียบกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น
3. มั่นใจว่าปฏิเสธแล้วไม่ส่งผลกระทบ
          ในการที่คุณจะปฏิเสธกับสิ่งใด ๆ ก็แล้วแต่ คุณควรที่จะตระหนักถึงผู้ชวนหรือผู้ให้ด้วย ว่าหากคุณทำการปฏิเสธไปแล้ว จะส่งผลกระทบอะไรกับเขาหรือไม่ อย่างน้อย ๆ ก็เพื่อให้เป็นการรักษาน้ำใจของเขาคนนั้นเอาไว้
4. หาวิธีบอกปฏิเสธให้เหมาะสม
          เมื่อคุณถูกชักชวนให้ไปไหนหรือทำอะไร ก็อาจจะเจอวิธีการชักชวน ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการชวนต่อหน้า ชวนทางโทรศัพท์ ชวนทางอีเมล์ และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นแล้วเวลาที่คุณตอบกลับไป ก็ควรจะเลือกตอบให้เหมาะสม หรือให้เขารับรู้ได้ดีที่สุด
5. มีเหตุผลในการปฏิเสธ
          คุณควรบอกเหตุผลในการปฏิเสธเพียงสั้น ๆ เท่านั้น เอาแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ใจความ อย่าเยิ่นเย้อ เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ดูน่ารำคาญและไม่จริงใจ เหมือนพยายามหาข้ออ้างมาปฏิเสธมากกว่า
6. ตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ
          วิธีนี้ถือเป็นวิธีสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ชักชวนรู้สึกเสียน้ำใจน้อยที่สุด แถมยังจะช่วยให้เขาเข้าใจถึงเหตุผลที่คุณปฏิเสธได้ดีอีกด้วย
7. มีตัวช่วยในการปฏิเสธ
          หลาย ๆ ครั้งที่คุณไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ด้วยตัวของคุณเอง หรืออาจจะยังกล้า ๆ กลัว ๆ ลองให้คนอื่นเป็นคนบอกปฏิเสธแทนคุณ ก็เข้าท่าอยู่ไม่น้อย
8. ทำตัวเองให้ยุ่งเข้าไว้
          อีกหนึ่งวิธีที่หลีกเลี่ยงและทำให้คุณปฏิเสธได้อย่างสมเหตุสมผล คุณต้องทำตัวเองให้ยุ่งวุ่นวายเข้าไว้ โดยอาจจะอ้างเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว หรือเรื่องใด ๆ ก็แล้วแต่
9. เขียนระบายอารมณ์ซะก่อน
          คุณเชื่อหรือไม่ว่า การเขียนสิ่งที่คุณไม่อยากทำ หรือเขียนระบายความในใจถึงสิ่งที่คุณกำลังจะปฏิเสธ จะช่วยให้คุณรู้สึกดีมากขึ้น ที่สำคัญยังทำให้คุณได้คิดไตร่ตรองว่าควรจะตอบตกลงหรือปฏิเสธมากกว่ากัน
10. ยื้อเวลา
          ลองวิธีแบบง่าย ๆ สั้น ๆ ด้วยการยื้อเวลาในการตอบตกลงไปเรื่อย ๆ ทำเป็นไม่สนใจบ้าง บ่ายเบี่ยงการให้คำตอบบ้าง ก็ช่วยคุณได้เยอะเลยล่ะ
11. ไม่ต้องตอบกลับแต่อย่างใด
          หากคุณมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำ จนแทบจะไม่มีเวลาตอบอะไรใครทั้งนั้น ก็ไม่ต้องกังวลไป ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นก่อน หรือไม่ก็เลือกตอบแต่เรื่องที่สำคัญ ๆ เท่านั้นจะดีกว่า


ตัดผมให้เข้ากับรูปหน้า

ใบหน้ารูปไข่ เป็นรูปหน้าที่สามารถทำได้ทุกทรง ทั้งผมยาว ผมสั้น ผมดัดหรือผมตรง โดยควรตัดผมให้มีเลเยอร์บริเวณคางหรือโหนกแก้ม เพื่อเน้นความเด่นของใบหน้า และหลีกเลี่ยงการทำทรงผมที่เน้นน้ำหนักบริเวณส่วนบนของศีรษะ เพราะจะทำให้ใบหน้าดูยาวกว่าปกติ
  UploadImage


สำหรับใบหน้ายาว ควรทำทรงผมที่พองฟูเพื่อสร้างความสมดุลให้ใบหน้า เช่น การดัดผม หรือทำผมบ็อบความยาวระคาง และไม่ควรไว้ผมยาวมากเกินไปหรือตัดผมให้สั้นมากเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้ใบหน้าดูยาว
  UploadImage

แต่ถ้าใบหน้ากลม ไม่ควรทำทรงผมที่พองฟู เนื่องจากจะยิ่งทำให้ใบหน้าดูกลมโตมากยิ่งขึ้น ควรเลือกทรงผมที่ทำให้ใบหน้าดูยาว เช่น ตัดผมให้ความยาวเลยคางมาเล็กน้อยและซอยเป็นชั้นๆ หลีกเลี่ยงการตัดผมสั้นเกินไป หรือตัดผมทื่อๆ โดยไม่มีการซอยเพื่อสร้างเลเยอร์
  UploadImage
 

ส่วนใบหน้าเหลี่ยม ให้เลือกทำทรงผมที่ไม่ดึงความสนใจไปยังแนวกราม เช่น ผมยาวเลยแนวกรามมาเล็กน้อย โดยจะดัดหรือไม่ดัดก็ได้ ส่วนทรงผมที่ไม่ควรทำคือ ผมบ็อบสั้นและการสวมที่คาดผม เพราะจะแสดงให้เห็นแนวกรามชัดเจน
   UploadImage

ปิดท้ายด้วยใบหน้ารูปหัวใจ ซึ่งเป็นใบหน้าที่ดูน่ารัก แต่แนวคางที่แหลมก็ดึงความสนใจไปจากดวงตา ผู้ที่มีใบหน้ารูปหัวใจจึงควรทำทรงผมที่ช่วงบนศีรษะเด่น เช่น ผมไล่ระดับที่ส่วนบนศีรษะ
UploadImage  

วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

คอร์ติซอล




คอร์ติซอล (cortisol) เป็นฮอร์โมนที่จำเป็น (essential hormone) ที่มีความสำคัญต่อชีวิต ถ้าขาดฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์ซึ่งเป็นฮอร์โมนจำเป็นจะมีผลอย่างมากต่อเซลล์ของร่างกาย
หน้าที่
    1. เพิ่มระดับน้ำตาลในกระแสเลือด กลูโคคอร์ติคอยด์ได้ชื่อว่าเป็นฮอร์โมนแห่งการอดอาหาร (hormone of starvation) เพราะว่าจะกระตุ้นเซลล์ตับให้เปลี่ยนกรดไขมันและกรดอะมิโนบางตัวเป็นกลูโคส และเก็บสะสมไว้ในรูปของไกลโคเจน (gluconeogenesis) เรียกว่า กลูโคส สแปริ่ง เอฟเฟ็ก (glucose – sparing effect) ซึ่งเป็นขบวนการที่สำคัญ เพราะจะมีผลในการเผื่อน้ำตาลกลูโคสไว้ให้สมองใช้งานได้ตลอดเวลา

     2. กดระบบภูมิคุ้มกัน (immunosuppressive effect) ยับยั้งกลไกการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยลดการสลัดอวัยวะที่ปลูกถ่าย (organ rejection) แต่กลูโคคอร์ติคอยด์จะไม่มีผลต่อภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากภายนอก เช่นการได้รับวัคซีนที่เป็นอิมมูนต่างๆ (immune)
     3. ต่อต้านการอักเสบ (anti inflammatory effect) โดยการลดการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาว ไปยังบริเวณที่อักเสบ ลดการเกิดหนอง (exudation) และลดการแพ้สารต่างๆ โดยยับยั้งการหลั่งฮีสตามีน
แต่เนื่องจากระบบป้องกันตนเอง (defense mechanism) ถูกยับยั้งด้วย ทำให้เกิดผลเสียคือ ทำให้มีการแพร่กระจายของเชื้อโรค ทำให้ติดเชื้อง่าย และทำให้ลดภูมิคุ้มกันต่อเชื้อแบคทีเรีย(helicobacter pylori) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร เพราะทำให้เกิดแผลในกระเพาะ ความเข้าใจเดิมมีอยู่ว่า ว่าโรคกระเพาะเกิดจากการมีกรดมากเกินไปเท่านั้น    เราต้องระวังในการรับประทานสเตรอยด์ทั้งผู้ชายและผู้หญิง